3/16/2553

เซลล์ ขายคอร์ส !



การบริโภค ความงาม : เซลล์ ขายคอร์ส !

เก็บตก บทความ นพ.สมนึก : ได้อ่านเจอบทความ คุณหมอท่านหนึ่ง น่าจะสะท้อน สถานพยาบาล ความงาม หรือ หลายๆท่าน จะรู้จัก ในนาม คลินิกความงาม ต่างอย่างไร คลินิกผิวหนัง ลองอ่านดูกันนะครับ มีความเห็น อย่างไรกันบ้าง ?

ความจริงแล้วเรื่องนี้ ถือเป็นเรื่องใหม่ของผม อย่างมาก ในฐานะที่ผมเป็น แพทย์ผิวหนัง มานานกว่า 20 ปี ทุกครั้งที่ผมพบคนที่มี ปัญหาผิวหนัง มาปรึกษาไม่ว่าจะเป็นเพียงแค่ว่าปรึกษา และยังไม่ได้วางใจที่จะรักษา บรรยากาศของการปรึกษา นั้นจะทำให้รู้สึกได้ว่าเรากำลังทำงานในฐานะที่เป็นแพทย์ คือให้ความรู้ความเข้าใจ เกี่ยวกับ ปัญหาผิวหนัง ชนิดนั้นๆ และนำไปสู่การพูดคุยเรื่อง วิธีการรักษา หรือ ข้อจำกัดที่ทำให้ไม่สามารถรักษาได้ ควรใช้วิธีเฝ้าระวังหรือคอยดูไปก่อน

ดังนั้นคำถามแรกๆ ที่ผมมักจะถามผู้ที่มาขอคำปรึกษาคือ มีปัญหาอะไร ที่กำลังกังวลอยู่หรือครับ หากคำตอบที่ได้รับ คือกำลังกังวลเรื่องกระดวงนี้ แผ่นนั้นหรือแผลเป็นตรงนี้ ฯลฯ การให้คำปรึกษาก็ไหลลื่นได้ โดยที่ผมมีความที่จะให้ความชัดเจนอย่างเต็มใจ ในสมองผมจะเห็นเซลล์เห็นเนื้อเยื่อ เห็นการทำงานของเครื่องอะตอมคลื่น และพลังงาน สารเคมีมากมาย สิ่งเหล่านี้ต้องถูกประมวลเพื่อให้คำตอบที่ฟังดูเข้าใจง่ายที่สุด

สำหรับผู้ที่มาขอคำปรึกษาความเข้าใจที่มากขึ้น ของเขาเหล่านั้นปรากฏฉายออกมาทางแววตาแจ่มชัดมากขึ้น มากขึ้นในทุกนาทีที่ผมใช้เวลากับเขาซึ่งไม่ว่าสุดท้าย ผลจะลงเอยด้วยการได้มีโอกาสรักษาหรือไม่ก็ตาม เพราะเท่านั้นก็ถือว่าได้ทำหน้าที่แพทย์แล้ว

สิ่งที่ร่ำเรียนมา และรู้ว่าเป็นความจริงได้ถูกถ่ายทอด แก่ผู้ที่มีความกังวล เพื่อคลายความกังวลลง ไม่เสียแรงที่เราเรียกตัวเองว่าแพทย์ แต่ในปีหลังๆนี้ ผมมักจะพบคนที่มาขอคำปรึกษากลุ่มใหม่ที่ผมไม่คุ้นเคยมาก่อน ทำให้ผมปรับตัวไม่ได้ คือรู้สึกว่า เราใน ฐานะแพทย์ ต้องปรับตัวรับมือกับคนกลุ่มใหม่นี้อย่างไร

คนกลุ่มนี้จะเข้ามาสอบถาม โดยไม่แนะนำตัวว่า ชื่ออะไร บอกแต่เพียงว่ามีความประสงค์ ต้องการจะปรึกษาเรื่องอะไร เท่านั้น เช่น ขอคำปรึกษาเรื่อง กระบนใบหน้า ทั้งๆที่แต่งหน้าทาปากมาเรียบร้อย และยืนกรานว่าไม่มีเวลามาก ดังนั้น ไม่สามารถจะล้างหน้าให้ดูกระได้ แต่จะให้แพทย์ตอบว่ามีอะไรจะให้บริการ เช่น เครื่องเลเซอร์ อะไร มี ครีมอะไรบำรุง อะไร ซึ่งคำตอบที่ผมทำได้ดีที่สุดคือ คงต้องรบกวนให้ช่วยล้างหน้าออกเสียก่อน เพื่อตรวจดูเสียก่อนว่าจะตอบคำถาม เรื่องกระในขอบเขตใด การให้คำปรึกษาที่ไม่เกิดประโยชน์แก่ทั้งสองฝ่าย แบบนี้ก็มักจะจบลงสั้นๆ เพียงเท่านั้น แล้วทำไมถึงเป็นเรื่องที่น่าจะเล่าสู่กันฟัง ก็เพราะว่าการรักษาของแพทย์ ไม่ใช่การค้า ต้องรับผิดชอบ แต่ฟังดูเหมือนว่าคนกลุ่มนี้ต้องการมา บริโภค โดยการจ่ายเงินทำอะไรก็ไม่รู้ที่ฟังดูดี จำมาการสื่อโฆษณา พอจะจ่ายได้ แต่ให้ทำโดยแพทย์ ที่กำลังบริการในฐานะผู้ใช้เครื่องมือเท่านั้น

ต้องการคุยกับ เซลล์ขายคอร์ส ว่า มีเมนูอะไรบ้าง และต้องการการต้อนรับ เหมือนลูกค้าที่มารับประทานอาหาร ถ้าเป็นเช่นนั้นแพทย์ก็มีหน้าที่เป็น แค่เซลล์ขายของ หรือคนครัว ที่ต้องลงมือประกอบอาหารตามเมนูเท่านั้นเอง แล้วมีปัญหาอะไรหรือในบทบาทนั้น มีครับ เพราะหากคนเหล่านี้ต้องการให้หายจากปัญหาผิวนั้นๆ ตลอดไปหรือนานพอกับการที่วงการแพทย์รับรองการรักษาเหล่านั้น การจริงจังและการสร้างความสัมพันธ์ ของแพทย์กับผู้ป่วยต้องมีพื้นฐานเดิมๆที่เรารับรู้กันมา แต่ถ้ามีข้อแย้งว่าก็กำหนดบทบาทใหม่ของแพทย์ ให้บริการในแง่บริโภค คือ รักษาไปเรื่อยๆ เหมือนกับการรับประทานอาหาร หิวเมื่อไหร่ก็มารับประทาน ก็ไม่น่าจะต้อง ซีเรียส อะไร เงินก็มีจ่ายไม่ได้มาทำ ฟรี แน่ใจนะครับว่าต้องการแบบนั้น

เพราะหากต้องการแบบนั้นจริงๆ ก็น่าจะเปิด ฟรี ให้ทุกคนสามารถให้การรักษา ปัญหาผิวพรรณ เหล่านั้นได้อย่างเสรี ไม่จำเป็นต้องมีแพทย์ ดีกว่าเพราะมุ่งเน้นเรื่อง Product และ การบริการ ไม่ใช่การหาความรับ ผิดชอบจากแพทย์เหมือนการไปหาหมอทั่วไป ถ้าเป็นเช่นนั้น การใช้ แพทย์ ย่อมจะทำให้เป็นการเสียเวลา และเสียทรัพยากรบุคคล ที่เรียนมามากมาย เพื่อมาทำหน้าที่เป็นบริกรให้ในเรื่องที่คนเหล่านี้ไม่เห็นเป็นสาระ หรือหากเป็นสาระ ก็ยังน้อยกว่าการไปหา หมอดู

ที่คนกลุ่มนี้ยังยอมบอกชื่อ วันเดือนปีเกิด เวลาตกฝาก และเอาจริงเอาจังกับการสนทนากันมากกว่า กันเป็นไหนๆ ผมว่าคนกลุ่มนี้อ่านบทความนี้ก็คงไม่เข้าใจว่า ผมกำลังระบายเรื่องอะไรอยู่ และผมเองก็จนปัญญาที่จะอธิบายให้พวกเขาเหล่านั้น เข้าใจได้ เพราะทัศนคติตอนที่พบกันนั้น ถูกล็อกไวในรูปแบบที่เรานำเสนอ เมนูการรักษาแบบเต็มๆ

ดังนั้น จุดประสงค์หลัก ของการเขียนบทความนี้คือ เพื่อให้ แพทย์ เรากันเองนี้แหล่ะจะได้อ่านกัน แล้วถามกันเองว่า

1) คนกลุ่มนี้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร ? หรือมีใครปลุกให้ตื่นขึ้นมา จะโดยรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม คุณได้ปลุกคนกลุ่มนี้ขึ้นมาแล้ว เขาอาจจะเอาเงินมาให้คุณมากมาย แต่ระวังให้ดีคนกลุ่มนี้เองเขาจะทำลายคุณและวิชาชีพของคุณ คุณมีหน้าที่ที่ต้องดำรงไว้ซึ่งเกียรติของวิชาชีพที่ครูบาอาจารย์สอนมาหรือไม่

2) คุณคิดว่าจะปรับอะไรหรือไม่ ? ในการปฏิบัติงานของคุณ เพื่อให้งานที่เราทำอยู่ยังมีเกียรติสมกับที่เราต้องทำงานวันละกว่า 8 ชั่วโมง เฝ้าโยงอยู่ที่คลินิกเพื่อให้คำตอบและรักษาคนเห่ลานี้ สิ่งที่คุณต้องการได้รับเพื่อแลกกับเวลาและความทุ่มเทของคุณคืออะไร คุณอยากเป็นผู้ขายบริการหรือแพทย์

3) มาตรการของของหน่วยงาน ที่รับผิดชอบ เช่น สมาคมวิชาชีพต่างๆ ช่วยให้เกิดตนกลุ่มนี้ขึ้นมาหรือไม่หน่วยงานเหล่านี้รู้หรือไม่ว่า ภาพลักษณ์ในสายตาของคนกลุ่มนี้ แพทย์ดูแลผิวหนังหรือผิวพรรณที่มีความงามเข้ามาเกี่ยวข้อง มีศักดิ์ศรีน้อยกว่าหมอดูเสียอีก หากทราบ มีความกังวลกับผลที่เกิดขึ้นตามมาหรือมีมาตรการช่วยเหลือเหตุการณ์นี้อย่างไร

ผมอาจจะเป็น แพทย์หัวโบราณ แต่ก็ประสบความสำเร็จ ในวิชาชีพพอสมควร ทุกวันนี้ไม่ได้ขายเมนูความงามให้ใคร แต่ก็สามารถมีชีวิตมีเกียรติอยู่ได้ และให้การดูแลแก้ ปัญหาผิวหนัง ผิวพรรณความงาม ด้วยเครื่องมือที่ดีที่สุด ที่มีใช้กันแก่บุคคลมากมาย ในรูปแบบแพทย์เวชปฏิบัติแบบเติมๆ และขอยืนยันว่า ผู้คนเหล่านั้นที่เป็นโจทย์ในบทความนี้มีไม่มาก และเขาเหล่านั้นไม่ควรโดนตำหนิใดๆ

เพียงแต่หากเราห่วงใยประชาชนจริงๆ แล้ว ทัศนคติในการเข้ารักษาของคนเหล่านี้ ต้องได้รับการแก้ไขให้ชัดเจนไม่เช่นนั้น ผลสุดท้าย เข้าเหล่านั้นก็จะได้รับผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ เพราะจะตกเป็นเหยื่อของระบบบริโภคนิยม และแพทย์ที่ให้การรักษา ก็อาจจะได้รับผลกระทบในการกระทำของตนเอง เพราะตกเป็นเครื่องมือของระบบบริโภคนิยมนี้ สมาคมวิชาชีพก็เสียหายไปด้วย เท่านั้นเอง คุณมีส่วนร่วมในเรื่องนี้หรือไม่ เป็นคำตอบสุดท้าย ที่มา : นพ.สมนึก อมรสิริพาณิชย์

ทัศนคติส่วนตัวของผม และ ความเป็นศูนย์ให้คำปรึกษาปัญหาผิว Doctor Cosmetics Center ผมและเจ้าหน้าที่ทุกๆท่าน ซึ่งปฎิบัติงานในฐานะให้คำปรึกษาปัญหาผิว อยากจะขอ อนุญาต เสนอแนะให้ มุมมอง 2 ด้าน ว่า

"อย่าเห็นคนไข้ เป็นเพียง ลูกค้า หรือ อย่าเห็น หมอ เป็นเพียง ผู้ให้บริการ" และ ปัญหาแบบนี้ จะลดลงไป (ขุนศึก รักษา ฟรี ตลอดชีพ )

DrCosmetics blog